Saturday, January 28, 2012

เมื่อ The Economist ประกาศเปิดเซ็กชั่น "จีน" ทุกสัปดาห์จากนี้ไป


ย่างก้าวของจีนสำคัญแค่ไหนก็ดูจากที่นิตยสาร The Economist ของอังกฤษประกาศว่าจากนี้ไปทุกฉบับจะมีเซ็กชั่นเกี่ยวกับจีนอย่างต่อเนื่องจากนี้ไป

สำหรับนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อดังอย่างนี้ การจัดเนื้อหาให้มีเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นประจำทุกฉบับไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะ The Economist ของอังกฤษประกาศให้มีเซ็กชั่นเฉพาะสหรัฐฯในทุกเล่มครั้งแรกก็เมื่อปี 1943 หรือเมื่อ 69 ปีก่อนมาแล้ว

แม้ว่านิตยสารฉบับนี้จะเจาะข่าวเกี่ยวกับจีนมาตลอด แต่ก็เพิ่งจะให้มี "เซ็กชั่นจีน" เป็นสาระประจำ เพราะบรรณาธิการ John Micklethwait ยอมรับว่าเหตุผลสำคัญคือ "จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจระดับโลกแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ และการมีเซ็กชั่นเฉพาะจีนจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์จีนรอบด้านขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคม, การเมืองและเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือจากปักก่ิงและเซี่ยงไฮ้ และนั่นคือสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับเซ็กชั่น American Survey ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา..."

น่าสังเกตว่าจังหวะที่ The Economist เพิ่มเนื้อหาเฉพาะจีนมากขึ้นนั้นเป็นช่วงที่จะมีการปรับเปลี่ยนระดับผู้นำของจีนในสิ้นปีนี้อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ผมไม่แน่ใจนักว่าผู้นำจีนจะชื่นชมกับการตัดสินใจของกอง บก. The Economist ที่ "ให้เกียรติ" จีนขนาดนี้เพราะยิ่งมีเนื้อที่เกี่ยวกับจีนมากเท่าไหร่, ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ด้านต่าง ๆ ของจีนก็จะปรากฏในนิตยสารชื่อดังฉบับนี้ซึ่งได้ยึดถือการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาและกล้าวิจารณ์อย่างมืออาชีพไม่น้อยในหลาย ๆ เรื่อง

อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อต่างประเทศที่ตรวจตราเนื้อหาของสื่อภาษาอังกฤษต่างประเทศต้องทำงานหนักขึ้นไม่น้อย

Sunday, January 22, 2012

เต็งเส่งย่างอีกก้าว...เปิดใจกับสื่อต่างประเทศครั้งแรก



ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าเปิดตัวกับสื่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก…และเลือกหนังสือพิมพ์ Washington Post เป็นการป่าวประกาศว่าพร้อมที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว

ข้อใหญ่ใจความของ “สาร” ที่ผู้นำพม่าส่งผ่านหนังสือพิมพ์อเมริกันฉบับนี้คือ

พม่าได้ทำตามเงื่อนไขหลายประเด็นของโลกตะวันตกแล้ว บัดนี้ได้เวลาที่โลกตะวันตกจะทำตามสัญญาบ้าง นั่นคือการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า

แต่จะหวังว่านายพลเต็งเส่งจะประกาศพม่าเป็น “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ในบัดดลเห็นจะยาก เพราะเขายังยืนยันว่าทหารจะยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล

และที่ให้ความหวังสำหรับคนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังคือที่เขายืนยันว่าพร้อมจะให้ฝ่ายค้านมีบทบาทในรัฐสภาเป็นครั้งแรก

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เต็งเส่งใช้ห้องทำงานประธานาธิบดีที่เมืองหลวง “นัยปีดอว์” และผู้สัมภาษณ์คือบรรณาธิการผู้ช่วยอาวุโสของวอชิงตันโพสต์ที่ชื่อ Lally Weymouth

เต็งเส่งย้ำว่าเขาได้ทำตามเงื่อนไขหลายข้อที่ทางตะวันตกเรียกร้องมานาน รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษการเมือง, จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายน และเปิดทางให้อองซานซูจีเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกของรัฐสภาแล้ว

น่าสนใจมากที่เต็งเส่งไม่ปฏิเสธคำถามที่ว่าเป็นไปได้ใช่ไหมที่อองซานซูจีอาจจะเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีที่มีนายพลเต็งเส่งเป็นประธานาธิบดี (ข่าวบางกระแสถึงขั้นทำนายว่าเธออาจได้ตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” หรือไม่ก็อาจจะเริ่มด้วยเก้าอี้ “รัฐมนตรีต่างประเทศ” ด้วยซ้ำไป

อ่านระหว่างบรรทัดของคำให้สัมภาษณ์นี้ก็สามารถหาข้อยุติในประเด็นถกเถียงก่อนหน้านี้ว่ามาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจที่โลกตะวันตกกระทำต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก่อนหน้านี้มีผลกดดันให้ผู้มีอำนาจที่นั่นเปลี่ยนท่าทีหรือไม่

เพราะเห็นได้ชัดว่าเต็งเส่งพูดค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลพม่าต้องการมากที่สุดขณะนี้คือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ

อองซานซูจีเองให้สัมภาษณ์ที่ร่างกุ้งกับนักข่าวคนเดียวกันนี้ ยังไม่กระโจนเข้าใส่ข้อสรุปที่ว่าได้เวลาที่โลกตะวันตกจะประกาศยุติการคว่ำบาตร, อย่างน้อยก็ขณะนี้

เธอมองว่าควรที่ประเทศอื่นจะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเสียก่อน และเมื่อ “ถึงเวลาอันเหมาะสม” ก็น่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้

นั่นไม่ได้แปลว่าอองซานซูจีไม่เชื่อใน “ความจริงใจ” ของเต็งเส่งในก้าวเดินเพื่อการปฏิรูปการเมือง จะว่าไปแล้วเธอเชื่อว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องการจะเดินหน้าในเส้นทางประชาธิปไตยจริง

แต่เธอก็มิวายที่จะต้องตั้งประเด็นเป็นเงื่อนไขเอาไว้ เพราะอองซานซูจียอมรับว่าเธอไม่แน่ใจว่าแนวทางปฏิรูปการเมืองของเต็งเส่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่ามากน้อยเพียงใด

เธอบอกว่า “เขา (เต็งเส่ง) ก็เป็นทหาร ดังนั้น ดิฉันก็ประเมินเอาว่าแวดวงทหารคงจะให้การสนับสนุนเขาไม่น้อย แต่นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัวของดิฉันเท่านั้น”

ประสบการณ์อันเจ็บปวดส่วนตัวของเธอกับการเมืองแบบเผด็จการในบ้านเกิดเมืองนอนของเธอย่อมทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

จะว่าไปแล้ว การที่อองซานซูจีออกมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจในตัวของเต็งเส่งว่าจะเดินหน้าปรับเปลี่ยนทิศทางการเมืองไปในทางที่บวกนั้นต้องถือว่าเป็นการ “ประทับตรารับรอง” รัฐบาลพม่าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

และนั่นคือสาเหตุที่โลกเกือบทั้งโลกเริ่มจะทอดสายตามาที่รัฐบาลด้วยความพร้อมที่จะให้โอกาสพลิกโฉมการเมืองของพม่าในจังหวะเร่งร้อนอย่างคึกคักยิ่ง

ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าเต็งเส่งมีอำนาจบารมีมากน้อยเพียงใดในการที่จะนำพม่าสู่เส้นทางแห่งการสร้างความปรองดองบนพื้นฐานแห่งประชาธิปไตย

ระดับนำในรัฐบาลสหรัฐฯที่ติดต่อเต็งเส่งและอองซานซูจีมาตลอดก็ยอมรับว่ายังมิอาจแน่ใจได้ว่ากระบวนการตัดสินใจสำคัญ ๆ เช่นนี้ในรัฐบาลพม่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่

ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่ออเมริกันฉบับนี้ เต็งเส่งมิกล้ารับปากว่าจะให้มีเสรีภาพกับประชาชนเต็มที่

เช่นเขาไม่ยืนยันว่าจะยกเลิกการเซ็นเซอร์ข่าวสารทั้งหมด แต่รับปากว่าจะผ่อนคลายการตรวจตราข่าวสารเป็นขั้นเป็นตอนโดยตอกย้ำว่า “ความสงบสุขและเสถียรภาพ” คือเป้าหมายหลักของรัฐบาลพม่า

เต็งเส่งบอกว่ากองทัพไม่มี “บทบาทอย่างเป็นทางการ” ในฝ่ายบริหารของรัฐบาลพม่าแล้ว แต่ความจริงก็ยังมีอยู่ว่าทหารมีโควต้าที่นั่งในสภาหนึ่งในสี่ (ที่นั่งในสภาทั้งหมดมี 600 ที่นั่ง และจะมีการเลือกตั้งซ่อม 48 ที่นั่งวันที่ 1 เมษายนเพื่อเลือก ส.ส. ไปแทนที่เลื่อนไปรับตำแหน่งบริหาร)

เต็งเส่งย้ำว่า “เราไม่อาจจะทิ้งกองทัพไว้ข้างหลัง เพราะเราจำเป็นต้องให้กองทัพมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ”

ประธานาธิบดีพม่าแสดงความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการจะเร่งรัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันอ่านจากรายละเอียดของคำให้สัมภาษณ์ก็พอจะเห็นข้อจำกัดที่เต็งเส่งต้องเผชิญในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง…ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากผู้นำทหารอนุรักษ์นิยมบางคนบางฝ่าย, นักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย, และกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่แม้จะมีการลงนามสงบศึกกันบ้างแล้ว แต่ในหลายเขตใกล้ชายแดนการเผชิญหน้าและต่อสู้ก็ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้

เต็งเส่งยอมรับว่าการจะยุติการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกลางกันชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่เรียกร้องสิทธิของการปกครองตนเองในระดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืนได้ “เพราะเราต้องการเวลาพอสมควรเหมือนกัน”