Saturday, January 5, 2013

Time for PM to address "sensitive" questions

Prime Minister Yingluck Shinawatra chooses her exposure to the press very carefully. She rarely gives “exclusive” interviews to the media and when she does, it could be quite revealing, especially on the sensitive issues about her elder brother Thaksin. It’s important that when she does speak to a newspaper on an exclusive basis, she must be certain that probing, follow-up questions would not be posed. She could then make statements that don’t necessarily answer the questions. The absence of such pressure from the interviewer is probably the main reason behind this kind of “scoops.” The “Thaksin question” was duly asked, of course. And the queries were “duly” responded to. You don’t get clear answers, though. You get the typical Yingluck’s responses that may or may not satisfy your curiosity. But those are the kind of answers that has, strangely enough, become the acceptable norm, at least for some reporters covering the PM’s beat. A Thai daily published an exclusive interview with the Premier on Dec 28. At least four questions were directly related to Thaksin. Q: The government is still attached to the name of Thaksin Shinawatra, the former prime minister. How would the government “cross over” Thaksin? PM Yingluck: I must say it’s a part of the political problem. It stemmed from a conflict that must be called people are on opposite sides. It is not possible to make people with different opinions to see things the same way in one day. It takes time to adjust the tune. That means mutual sympathy. They must talk to one another. His Majesty the King’s advice on Dec 5, 2012 is what we would like everyone to adhere to… Q: (On the proposed constitutional amendments) Police Lt Col Thaksin Shinawatra has already phoned in (to tell the party and government) what to do in the new year. PM Yingluck: Police Lt Col Thaksin is just one voice, just like the rest of the peple. Today, the red-shirt peple have their own position. The opposition has its own stand. Political parties have their own positions.Then there are the people.There are also academic groups. What I would like to say is that whatever is called representing the most people should be proposed. Q: The name of Thaksin seems to be the crux of the problem. How do you overcome or reduce the pressure from the friction? PM Yingluck: Here, we should talk to one another to clarify the issues. We should clearly specify the people’s interests then we will see the government’s clear intention to make a move that benefits the majority of the people. As I have always said, the movie hasn’t even started to run, we can’t possibly say how it will end. So, let the middle part of the movie be screened first so that the people can watch the movie from the beginning. Then, we can say how it will end. As to the view that the (movie) director hasn’t replaced the characters, the viewers’ feeling remains the same. I only believe in the facts and perhaps the director may be more sympathetic… Q: Are you concerned about the “invisible hand” that had once created trouble for the Thaksin government? PM Yingluck: Today, there are only two hands. Today, we have duties to perform. I believe the people can see that. I am not concerned about anything, be it politics or economics. We believe we have duties to perform; we must do our best. As to the corruption issue, we will have to move ahead vigorously. We will get down to details to block gaps at various levels, by using IT and computer systems to check on them to reduce duplications and to close the corruption gap as much as possible. Anyhow, we are ready to come under inspection. The interviewer let the PM go at that. There were no follow-up questions. Neither was there any attempt to get clarifications on the ambiguous statements. She then gave a television channel another “exclusive.” The questions weren’t all that tough and her answers were slightly clearer. But it was at a year-end press conference that the premier actually said something more specific. She was asked more or less the same question: How would she react to criticism that her government was only serving one person: her brother Thaksin. She probably knew that in the presence of an army of reporters, she probably couldn’t just swing it with the stereotyped statement again. So, she said: “If I did that, then the people wouldn’t vote me back in the next time.” That, at least, was more like it. The standard response to the most sensitive question for the premier has now been upgraded to a new level. Of course, we will need reporters to follow up with further questioning to that reply. The PM has perhaps “graduated” from denying to confront the difficult questions to facing all the sensitive ones. She might have along the way found her own answers to those previously “unanswerable” queries. It’s time for her to be her real self and face up to the challenge.

Saturday, October 6, 2012

โอบามาจะฟื้นจากความพ่ายแพ้ดีเบตรอบแรกได้ไหม?

ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะ "ล้างตา" ผู้ท้าชิงมิทท์ รอมนีย์ในการดีเบตรอบสองวันที่ 16 ตุลาฯหลังพ่ายแพ้หมดรูปในรอบแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมาหรือไม่?
ผมฟันธงเลยครับว่าโอบามาจะลุยแหลกในรอบสองเพราะรู้ว่าหากยังเล่นลีลา "ผู้สงบนิ่ง" ไม่แลกหมัดแล้ว, โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำในโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งวันที่ 6 พฤศจิกายนมีสูงแน่
หนึ่งวันหลังการดีเบตรอบแรก โอบามาก็พลิกฟอร์มด้วยการตระเวณหาเสียงบอกกับผู้คนว่า "คนที่อ้างเป็นมิทท์ รอมนีย์" บนเทวีเมื่อคืนไม่ใช่มิทท์ รอมนีย์ตัวจริง เพราะพูดกันคนละเรื่องคนละราว..."
หมัดนี้สวนกลับเพื่อให้คนอเมริกันเห็นว่าผู้ท้าชิงจากพรรครีพับบลิกันพูดจากกลับกลอกไปมา ไม่มีจุดยืนแน่ชัด และที่ "ชนะใจคนดู" ในวันโต้วาทีนั้นเป็นแค่ลีลาและจังหวะการพูดเท่านั้นที่กระตือรือร้นแต่เนื้อหาสาระแห่งนโยบายยังวกวนอยู่กับอดีตสมัยจอร์จ ดับบลิว บุชอยู่
ด้านรอมนีย์ก็ย่อมจะไม่ยอมให้โอบามาอัดกลับได้ ทีมงานของเขาประกาศว่าโอบามาตกอยู่ในฐานะลำบากแล้ว เพราะนโยบายสี่ปีที่ผ่านมาล้มเหลว ทำให้ชนชั้นกลางอเมริกาขัดสน และในการดีเบตครั้งแรกก็ชัดเจนแล้วว่า เขาไม่สามารถจะเสนอทางออกที่ดีกว่ารอมนีย์ได้
ดีเบตรอบสองที่เป็นรูปแบบ town hall meeting จะท้าทายทั้งสองคนว่าจะสามารถผสมลีลากับเนื้อหาให้โดนใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพียงใด
แต่ที่แน่ ๆ คือยกสองนี่ดุเด็ดเผ็ดมันถึงใจพระเดชพระคุณอย่างไม่ต้องสงสัย!

Saturday, July 14, 2012

ข้าราชการ "ล่อนจ้อน" ของจีนคือพวกฉ้อฉลส่งเงินไปนอก

ศัพท์เรียกขานข้าราชการฉ้อฉลของจีนขณะนี้คือ "ข้าราชการล่อนจ้อน" (luoti guanyuan, naked official) ซึ่งหมายถึงเหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่รับสินบนจากหน้าที่งานการ แล้วส่งเงินออกไปฝากไว้ต่างประเทศเพื่อตนจะได้สร้างความร่ำรวยส่วนตัวโดยไม่มีใครจับได้ในประเทศ
ทางการจีนเคยประกาศว่ากำลังจะจัดการกับข้าราชการขี้โกงเหล่านี้อย่างจริงจัง แต่ถึงวันนี้ผู้คนก็ยังสงสัยว่าจะทำจริงแค่ไหน เพราะเรื่องเส้นสายและบารมีในแวดวงรัฐบาลและการเมืองของจีนนั้นก็มีกันอย่างกว้างขวาง กรณีเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของฉงชิ่ง "โป๋ซีไหล" ที่เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่ง และต่อมามีข่าวออกมาว่าไปซื้อทรัพย์สินไว้ต่างประเทศไม่น้อยอาจจะเป็นเหตุให้ระดับนำจีนต้องทำอะไรอย่างจริงจังในเรื่องนี้
การ์ตูนจีนนี้เป็นข้าราชการทีส่งภรรยาไปอยู่ต่างประเทศก่อน ขณะที่ตัวเองตักตวงผลประโยชน์เพื่อส่งไปให้เธอเป็นระยะ ๆ
"ที่รัก รอให้ฉันตักตวงให้มากพอเสียก่อน แล้วฉันจะไปร่วมสุขกับเธอนะจ๊ะ" 

Monday, June 4, 2012

เต็งเส่งหงุดหงิดกิจกรรมในไทยของซูจีจริงหรือ?

ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าเริ่มมีเรื่องระหองระแหงกับอองซานซูจีกรณีเธอมาเยือนไทยจริงหรือ?

ผมไม่แน่ใจว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ข้อมูลมาจากไหนว่าเต็งเส่งยกเลิกการมาเยือนไทย (หลังจากเลื่อนจากเดิมที่จะมาร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia อาทิตย์ที่ผ่านมา) เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลไทยปล่อยให้อองซานซูจี "เคลื่อนไหวทางการเมือง" ระหว่างมาอยู่ประเทศไทยหกวันทั้งที่เข้าร่วมประชุม WEF และไปเยี่ยมคนงานพม่าและชนกลุ่มน้อยที่แม่สอด, จังหวัดตาก

ถึงขั้นนายกฯไทยขอให้กระทรวงต่างประเทศไปชี้แจงกับรัฐบาลพม่าว่าไทยไม่ได้ให้ท้ายอองซานซูจี เป็นการที่เธอรับเชิญจาก WEF และเป็นกิจกรรมของบริษัทประชาสัมพันธ์ที่เธอว่าจ้างมาทำในประเทศไทยเอง

พูดง่าย ๆ คือนายกฯไทยบอกว่าไม่ได้เสริมส่งอองซานซูจีให้ "เคลื่อนไหวทางการเมือง" อย่างที่รัฐบาลพม่าอาจจะสงสัย

และหลังจากที่อองซานซูจีกลับถึงพม่าเมื่อวันอาทิตย์ นักข่าวนิวยอร์กไทมส์ก็อ้างที่ปรึกษาคนหนึ่งของประธานาธิบดีเต็งเส่ง นาย U Nay Zin Latt บอกว่าเขามีความสงสัยใน "ความไม่โปร่งใส" ในการเดินทางไปไทยและความเห็นของเธอที่เตือนนักลงทุนต่างประเทศให้ระวัง อย่างมีความคาดหวังสูงอย่างไร้ความระมัดระวัง("reckless optimism") ต่อพม่า

นักข่าวนิวยอร์กไทมส์อ้างคำพูดของที่ปรึกษาคนนี้เขียนตอบเขาในอีเมล์ตอนหนึ่งว่า

"Personally, I really admire her but I have a doubt..."

เป็นความเห็นสั้น ๆ แค่นี้ ไม่มีรายละเอียดว่าความหงุดหงิดต่ออองซานซูจีเช่นนี้มาจากประธานาธิบดีเต็งเส่งเองหรือว่าเป็นความเป็นส่วนตัวของที่ปรึกษา

ไม่มีอะไรยืนยันมากไปกว่านี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเต็งเส็งกับหญิงเหล็กนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนนี้กำลังมีปัญหาจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าสองคนนี้มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองของพม่าอย่างแน่นอน เพราะหากเกิดเรื่องร้าวฉานจริงระหว่างสองผู้นำพม่า, ก็ย่อมจะมีผลทางลบต่อกระบวนการเปิดประเทศของพม่าอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะจะว่าไปแล้วการที่พม่าก้าวมาถึงจุดวันนี้ได้ก็เพราะเต็งเส่งกับอองซานซูจีพูดกันรู้เรื่อง ต่างคนต่างไว้วางใจกันพอสมควร

หากทั้งสองไม่ได้นั่งลงเจรจากันด้วยความเข้าใจหลายรอบ (หลังสุดที่เป็นข่าวทางการคือเดือนสิงหาคม) ก็คงจะไม่มีความเคลื่อนไหวเปิดประเทศได้ถึงจุดนี้ในวันนี้

แน่นอนว่าอองซานซูจีก็ยังคงรักษาสถานภาพของการเป็นตัวของตัวเอง ระหว่างมาเมืองไทยในหลายจังหวะเธอก็พูดตรง ๆ ว่าเธอไม่อาจจะรับรองได้ว่ากระบวนการปฏิรูปของพม่าจะหวนกลับไปสู่วงจรเก่าไม่ได้

อีกทั้งเธอก็เรียกร้องให้คนทั้งโลกคอยเฝ้ามองพม่าเพื่อกดดันให้ต้องเดินหน้าเปลี่ยนแปลงไปตามที่คนทั่วไปคาดหวัง

ภาษาที่เธอใช้เตือนนักลงทุนต่างชาติว่าอย่างคาดหวังสูงเกินไป อย่านำเอาคอร์รับชั่นเข้าประเทศของเธอ และต้องเอาเอาจะฉกฉวยโอกาสทำกำไรเท่านั้นย่อมเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางที่เธอจะเดินหน้าต่อไปอย่างมุ่งมั่นและไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของผู้มีอำนาจในพม่าแต่อย่างไร

เต็งเส่งตัดสินใจไม่รับคำเชิญของ WEF เมื่อสัปดาห์ก่อนย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเขาย่อมไม่ต้องการมายืนอยู่บนเวที่ที่ใครต่อใครให้ความสำคัญต่ออองซานซูจีมากกว่าเขาทั้ง ๆ ที่เขาคือผู้นำพม่า และเธอเป็นเพียงผู้นำฝ่ายค้าน

แต่ดูเหมือนชาวโลกจะเห็นเธอมีความสำคัญต่อพม่ามากกว่าเขา, ซึ่งเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เพราะประวัติศาสตร์การเมืองกำหนดให้เป็นเช่นนั้น

แต่เมื่อเต็งเส่งประกาศไม่เป็นอาคันตุกะของรัฐบาลไทยทั้ง ๆ ที่เลื่อนมาครั้งหนึ่งย่อมหนีไม่พ้นที่จะกระพือข่าวลือว่าเขามีเรื่องบาดหมางใจกับอองซานซูจีขึ้นมาแล้ว

จริงแท้แค่ไหนหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องรอพิสูจน์

แต่หากมีเค้าลางของความจริงแม้แต่เล็กน้อย, ก็อาจจะเติมความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ในพม่าได้อีกเรื่องหนึ่งแน่นอน

และไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เสียด้วย

Saturday, January 28, 2012

เมื่อ The Economist ประกาศเปิดเซ็กชั่น "จีน" ทุกสัปดาห์จากนี้ไป


ย่างก้าวของจีนสำคัญแค่ไหนก็ดูจากที่นิตยสาร The Economist ของอังกฤษประกาศว่าจากนี้ไปทุกฉบับจะมีเซ็กชั่นเกี่ยวกับจีนอย่างต่อเนื่องจากนี้ไป

สำหรับนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อดังอย่างนี้ การจัดเนื้อหาให้มีเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นประจำทุกฉบับไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะ The Economist ของอังกฤษประกาศให้มีเซ็กชั่นเฉพาะสหรัฐฯในทุกเล่มครั้งแรกก็เมื่อปี 1943 หรือเมื่อ 69 ปีก่อนมาแล้ว

แม้ว่านิตยสารฉบับนี้จะเจาะข่าวเกี่ยวกับจีนมาตลอด แต่ก็เพิ่งจะให้มี "เซ็กชั่นจีน" เป็นสาระประจำ เพราะบรรณาธิการ John Micklethwait ยอมรับว่าเหตุผลสำคัญคือ "จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจระดับโลกแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ และการมีเซ็กชั่นเฉพาะจีนจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์จีนรอบด้านขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคม, การเมืองและเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือจากปักก่ิงและเซี่ยงไฮ้ และนั่นคือสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับเซ็กชั่น American Survey ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา..."

น่าสังเกตว่าจังหวะที่ The Economist เพิ่มเนื้อหาเฉพาะจีนมากขึ้นนั้นเป็นช่วงที่จะมีการปรับเปลี่ยนระดับผู้นำของจีนในสิ้นปีนี้อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ผมไม่แน่ใจนักว่าผู้นำจีนจะชื่นชมกับการตัดสินใจของกอง บก. The Economist ที่ "ให้เกียรติ" จีนขนาดนี้เพราะยิ่งมีเนื้อที่เกี่ยวกับจีนมากเท่าไหร่, ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ด้านต่าง ๆ ของจีนก็จะปรากฏในนิตยสารชื่อดังฉบับนี้ซึ่งได้ยึดถือการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาและกล้าวิจารณ์อย่างมืออาชีพไม่น้อยในหลาย ๆ เรื่อง

อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อต่างประเทศที่ตรวจตราเนื้อหาของสื่อภาษาอังกฤษต่างประเทศต้องทำงานหนักขึ้นไม่น้อย

Sunday, January 22, 2012

เต็งเส่งย่างอีกก้าว...เปิดใจกับสื่อต่างประเทศครั้งแรก



ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าเปิดตัวกับสื่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก…และเลือกหนังสือพิมพ์ Washington Post เป็นการป่าวประกาศว่าพร้อมที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว

ข้อใหญ่ใจความของ “สาร” ที่ผู้นำพม่าส่งผ่านหนังสือพิมพ์อเมริกันฉบับนี้คือ

พม่าได้ทำตามเงื่อนไขหลายประเด็นของโลกตะวันตกแล้ว บัดนี้ได้เวลาที่โลกตะวันตกจะทำตามสัญญาบ้าง นั่นคือการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า

แต่จะหวังว่านายพลเต็งเส่งจะประกาศพม่าเป็น “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ในบัดดลเห็นจะยาก เพราะเขายังยืนยันว่าทหารจะยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล

และที่ให้ความหวังสำหรับคนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังคือที่เขายืนยันว่าพร้อมจะให้ฝ่ายค้านมีบทบาทในรัฐสภาเป็นครั้งแรก

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เต็งเส่งใช้ห้องทำงานประธานาธิบดีที่เมืองหลวง “นัยปีดอว์” และผู้สัมภาษณ์คือบรรณาธิการผู้ช่วยอาวุโสของวอชิงตันโพสต์ที่ชื่อ Lally Weymouth

เต็งเส่งย้ำว่าเขาได้ทำตามเงื่อนไขหลายข้อที่ทางตะวันตกเรียกร้องมานาน รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษการเมือง, จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายน และเปิดทางให้อองซานซูจีเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกของรัฐสภาแล้ว

น่าสนใจมากที่เต็งเส่งไม่ปฏิเสธคำถามที่ว่าเป็นไปได้ใช่ไหมที่อองซานซูจีอาจจะเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีที่มีนายพลเต็งเส่งเป็นประธานาธิบดี (ข่าวบางกระแสถึงขั้นทำนายว่าเธออาจได้ตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” หรือไม่ก็อาจจะเริ่มด้วยเก้าอี้ “รัฐมนตรีต่างประเทศ” ด้วยซ้ำไป

อ่านระหว่างบรรทัดของคำให้สัมภาษณ์นี้ก็สามารถหาข้อยุติในประเด็นถกเถียงก่อนหน้านี้ว่ามาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจที่โลกตะวันตกกระทำต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก่อนหน้านี้มีผลกดดันให้ผู้มีอำนาจที่นั่นเปลี่ยนท่าทีหรือไม่

เพราะเห็นได้ชัดว่าเต็งเส่งพูดค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลพม่าต้องการมากที่สุดขณะนี้คือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ

อองซานซูจีเองให้สัมภาษณ์ที่ร่างกุ้งกับนักข่าวคนเดียวกันนี้ ยังไม่กระโจนเข้าใส่ข้อสรุปที่ว่าได้เวลาที่โลกตะวันตกจะประกาศยุติการคว่ำบาตร, อย่างน้อยก็ขณะนี้

เธอมองว่าควรที่ประเทศอื่นจะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปเสียก่อน และเมื่อ “ถึงเวลาอันเหมาะสม” ก็น่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้

นั่นไม่ได้แปลว่าอองซานซูจีไม่เชื่อใน “ความจริงใจ” ของเต็งเส่งในก้าวเดินเพื่อการปฏิรูปการเมือง จะว่าไปแล้วเธอเชื่อว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องการจะเดินหน้าในเส้นทางประชาธิปไตยจริง

แต่เธอก็มิวายที่จะต้องตั้งประเด็นเป็นเงื่อนไขเอาไว้ เพราะอองซานซูจียอมรับว่าเธอไม่แน่ใจว่าแนวทางปฏิรูปการเมืองของเต็งเส่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่ามากน้อยเพียงใด

เธอบอกว่า “เขา (เต็งเส่ง) ก็เป็นทหาร ดังนั้น ดิฉันก็ประเมินเอาว่าแวดวงทหารคงจะให้การสนับสนุนเขาไม่น้อย แต่นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัวของดิฉันเท่านั้น”

ประสบการณ์อันเจ็บปวดส่วนตัวของเธอกับการเมืองแบบเผด็จการในบ้านเกิดเมืองนอนของเธอย่อมทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

จะว่าไปแล้ว การที่อองซานซูจีออกมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจในตัวของเต็งเส่งว่าจะเดินหน้าปรับเปลี่ยนทิศทางการเมืองไปในทางที่บวกนั้นต้องถือว่าเป็นการ “ประทับตรารับรอง” รัฐบาลพม่าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

และนั่นคือสาเหตุที่โลกเกือบทั้งโลกเริ่มจะทอดสายตามาที่รัฐบาลด้วยความพร้อมที่จะให้โอกาสพลิกโฉมการเมืองของพม่าในจังหวะเร่งร้อนอย่างคึกคักยิ่ง

ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าเต็งเส่งมีอำนาจบารมีมากน้อยเพียงใดในการที่จะนำพม่าสู่เส้นทางแห่งการสร้างความปรองดองบนพื้นฐานแห่งประชาธิปไตย

ระดับนำในรัฐบาลสหรัฐฯที่ติดต่อเต็งเส่งและอองซานซูจีมาตลอดก็ยอมรับว่ายังมิอาจแน่ใจได้ว่ากระบวนการตัดสินใจสำคัญ ๆ เช่นนี้ในรัฐบาลพม่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่

ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่ออเมริกันฉบับนี้ เต็งเส่งมิกล้ารับปากว่าจะให้มีเสรีภาพกับประชาชนเต็มที่

เช่นเขาไม่ยืนยันว่าจะยกเลิกการเซ็นเซอร์ข่าวสารทั้งหมด แต่รับปากว่าจะผ่อนคลายการตรวจตราข่าวสารเป็นขั้นเป็นตอนโดยตอกย้ำว่า “ความสงบสุขและเสถียรภาพ” คือเป้าหมายหลักของรัฐบาลพม่า

เต็งเส่งบอกว่ากองทัพไม่มี “บทบาทอย่างเป็นทางการ” ในฝ่ายบริหารของรัฐบาลพม่าแล้ว แต่ความจริงก็ยังมีอยู่ว่าทหารมีโควต้าที่นั่งในสภาหนึ่งในสี่ (ที่นั่งในสภาทั้งหมดมี 600 ที่นั่ง และจะมีการเลือกตั้งซ่อม 48 ที่นั่งวันที่ 1 เมษายนเพื่อเลือก ส.ส. ไปแทนที่เลื่อนไปรับตำแหน่งบริหาร)

เต็งเส่งย้ำว่า “เราไม่อาจจะทิ้งกองทัพไว้ข้างหลัง เพราะเราจำเป็นต้องให้กองทัพมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ”

ประธานาธิบดีพม่าแสดงความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการจะเร่งรัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันอ่านจากรายละเอียดของคำให้สัมภาษณ์ก็พอจะเห็นข้อจำกัดที่เต็งเส่งต้องเผชิญในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง…ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากผู้นำทหารอนุรักษ์นิยมบางคนบางฝ่าย, นักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย, และกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่แม้จะมีการลงนามสงบศึกกันบ้างแล้ว แต่ในหลายเขตใกล้ชายแดนการเผชิญหน้าและต่อสู้ก็ยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้

เต็งเส่งยอมรับว่าการจะยุติการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกลางกันชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่เรียกร้องสิทธิของการปกครองตนเองในระดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืนได้ “เพราะเราต้องการเวลาพอสมควรเหมือนกัน”