Monday, June 4, 2012

เต็งเส่งหงุดหงิดกิจกรรมในไทยของซูจีจริงหรือ?

ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าเริ่มมีเรื่องระหองระแหงกับอองซานซูจีกรณีเธอมาเยือนไทยจริงหรือ?

ผมไม่แน่ใจว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ข้อมูลมาจากไหนว่าเต็งเส่งยกเลิกการมาเยือนไทย (หลังจากเลื่อนจากเดิมที่จะมาร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia อาทิตย์ที่ผ่านมา) เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลไทยปล่อยให้อองซานซูจี "เคลื่อนไหวทางการเมือง" ระหว่างมาอยู่ประเทศไทยหกวันทั้งที่เข้าร่วมประชุม WEF และไปเยี่ยมคนงานพม่าและชนกลุ่มน้อยที่แม่สอด, จังหวัดตาก

ถึงขั้นนายกฯไทยขอให้กระทรวงต่างประเทศไปชี้แจงกับรัฐบาลพม่าว่าไทยไม่ได้ให้ท้ายอองซานซูจี เป็นการที่เธอรับเชิญจาก WEF และเป็นกิจกรรมของบริษัทประชาสัมพันธ์ที่เธอว่าจ้างมาทำในประเทศไทยเอง

พูดง่าย ๆ คือนายกฯไทยบอกว่าไม่ได้เสริมส่งอองซานซูจีให้ "เคลื่อนไหวทางการเมือง" อย่างที่รัฐบาลพม่าอาจจะสงสัย

และหลังจากที่อองซานซูจีกลับถึงพม่าเมื่อวันอาทิตย์ นักข่าวนิวยอร์กไทมส์ก็อ้างที่ปรึกษาคนหนึ่งของประธานาธิบดีเต็งเส่ง นาย U Nay Zin Latt บอกว่าเขามีความสงสัยใน "ความไม่โปร่งใส" ในการเดินทางไปไทยและความเห็นของเธอที่เตือนนักลงทุนต่างประเทศให้ระวัง อย่างมีความคาดหวังสูงอย่างไร้ความระมัดระวัง("reckless optimism") ต่อพม่า

นักข่าวนิวยอร์กไทมส์อ้างคำพูดของที่ปรึกษาคนนี้เขียนตอบเขาในอีเมล์ตอนหนึ่งว่า

"Personally, I really admire her but I have a doubt..."

เป็นความเห็นสั้น ๆ แค่นี้ ไม่มีรายละเอียดว่าความหงุดหงิดต่ออองซานซูจีเช่นนี้มาจากประธานาธิบดีเต็งเส่งเองหรือว่าเป็นความเป็นส่วนตัวของที่ปรึกษา

ไม่มีอะไรยืนยันมากไปกว่านี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเต็งเส็งกับหญิงเหล็กนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนนี้กำลังมีปัญหาจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าสองคนนี้มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองของพม่าอย่างแน่นอน เพราะหากเกิดเรื่องร้าวฉานจริงระหว่างสองผู้นำพม่า, ก็ย่อมจะมีผลทางลบต่อกระบวนการเปิดประเทศของพม่าอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะจะว่าไปแล้วการที่พม่าก้าวมาถึงจุดวันนี้ได้ก็เพราะเต็งเส่งกับอองซานซูจีพูดกันรู้เรื่อง ต่างคนต่างไว้วางใจกันพอสมควร

หากทั้งสองไม่ได้นั่งลงเจรจากันด้วยความเข้าใจหลายรอบ (หลังสุดที่เป็นข่าวทางการคือเดือนสิงหาคม) ก็คงจะไม่มีความเคลื่อนไหวเปิดประเทศได้ถึงจุดนี้ในวันนี้

แน่นอนว่าอองซานซูจีก็ยังคงรักษาสถานภาพของการเป็นตัวของตัวเอง ระหว่างมาเมืองไทยในหลายจังหวะเธอก็พูดตรง ๆ ว่าเธอไม่อาจจะรับรองได้ว่ากระบวนการปฏิรูปของพม่าจะหวนกลับไปสู่วงจรเก่าไม่ได้

อีกทั้งเธอก็เรียกร้องให้คนทั้งโลกคอยเฝ้ามองพม่าเพื่อกดดันให้ต้องเดินหน้าเปลี่ยนแปลงไปตามที่คนทั่วไปคาดหวัง

ภาษาที่เธอใช้เตือนนักลงทุนต่างชาติว่าอย่างคาดหวังสูงเกินไป อย่านำเอาคอร์รับชั่นเข้าประเทศของเธอ และต้องเอาเอาจะฉกฉวยโอกาสทำกำไรเท่านั้นย่อมเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางที่เธอจะเดินหน้าต่อไปอย่างมุ่งมั่นและไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของผู้มีอำนาจในพม่าแต่อย่างไร

เต็งเส่งตัดสินใจไม่รับคำเชิญของ WEF เมื่อสัปดาห์ก่อนย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเขาย่อมไม่ต้องการมายืนอยู่บนเวที่ที่ใครต่อใครให้ความสำคัญต่ออองซานซูจีมากกว่าเขาทั้ง ๆ ที่เขาคือผู้นำพม่า และเธอเป็นเพียงผู้นำฝ่ายค้าน

แต่ดูเหมือนชาวโลกจะเห็นเธอมีความสำคัญต่อพม่ามากกว่าเขา, ซึ่งเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เพราะประวัติศาสตร์การเมืองกำหนดให้เป็นเช่นนั้น

แต่เมื่อเต็งเส่งประกาศไม่เป็นอาคันตุกะของรัฐบาลไทยทั้ง ๆ ที่เลื่อนมาครั้งหนึ่งย่อมหนีไม่พ้นที่จะกระพือข่าวลือว่าเขามีเรื่องบาดหมางใจกับอองซานซูจีขึ้นมาแล้ว

จริงแท้แค่ไหนหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องรอพิสูจน์

แต่หากมีเค้าลางของความจริงแม้แต่เล็กน้อย, ก็อาจจะเติมความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ในพม่าได้อีกเรื่องหนึ่งแน่นอน

และไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เสียด้วย

No comments:

Post a Comment